โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ห้วยจรเข้
พ.ศ.๒๔๔๗ - ๒๔๕๘

 สมัยที่ 2 โรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธร ห้วยจรเข้ จังหวัดนครปฐม


 
 

  

       

          เมื่อได้ตั้ง โรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธร ที่จังหวัดนครราชสีมา เป็นการชั่วคราวแล้ว กรมตำรวจภูธร ก็ได้ส่งคนออกไป แสวงหาสถานที่ เหมาะสม ที่จะใช้เป็น สถานที่ตั้งโรงเรียนอย่างถาวร เนื่องจาก โรงเรียนนายร้อยตำรวจ จังหวัดนครราชสีมา อยู่ห่างไกล การคมนาคม ไม่ใคร่สะดวก การควบคุมดูแล ของข้าราชการชั้นผู้ใหญ๋ ซึ่งอยู่ใน กรุงเทพมหานคร ไม่อาจดูแลได้ อย่างใกล้ชิด ตลอดจนครูอาจารย์ส่วนมาก ก็อยู่ใน จังหวัดพระนคร ลำบากแก่การ เดินทางไปสอน อีกประการหนึ่ง จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดใกล้เคียง ในภาคอีสาน ราษฎรอยู่ด้วย ความสงบ ปกครองง่าย การโจรผู้ร้ายมีน้อย  ผู้ร้ายสำคัญ ขนาดมีฉายาชั้นเสือ ไม่ปรากฎว่ามีเลย ข้อสำคัญอีกประการหนึ่ง ก็คือ การหาบุคคล ที่มีคุณสมบัติ พื้นความรู้ ประโยคประถม (ม.๓) มีไม่เพียงพอ ที่จะบรรจุเข้าเป็น นักเรียนนายร้อยตำรวจ ทางราชการจึงได้ ดำเนินการ หาสถานที่ตั้ง โรงเรียนใหม่ เมื่อพบ หรือทราบว่า มีที่ใด ก็เขียนรายงาน ให้เจ้ากรมตำรวจภูธรทราบ เจ้ากรมตำรวจภูธร ก็พิจารณาด ูและก็ไปดูด้วยตนเอง การดำเนินการ หาที่ตั้งโรงเรียนนี้ ในชั้นแรก ก็พบว่า มีที่ดินของ กระทรวงกลาโหมอยู่แปลงหนึ่ง อยู่ที่ ดอนเมือง ชานกรุงเทพมหานคร เหมาะสมที่จะ ใช้เป็นโรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธรได้ ด้วยมีอาคาร อยู่บ้างแล้ว เจ้ากรมตำรวจภูธร จึงทำเรื่องราว เสนอต่อ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ให้ทราบว่า ต้องประสงค์ที่นี้ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย จึงทำหนังสือ ขึ้นกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ขอรับ พระราชทานพระบรมราชานุญาต ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ได้พระราชทานที่ดินให้

          ครั้นเมื่อได้รับพระราชทาน พระบรมราชานุญาต แล้ว การที่จะดำเนินการต่อไป ยังมิทันที่ จะลงมือ ก็พอดี พระเจ้าน้องเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยไปตรวจ ราชการ ที่อำเภอพระปฐมเจดีย์ แขวงเมือง นครชัยศรี อันเป็นที่ตั้ง ศาลาว่าการมณฑลนครชัยศรี ได้พบว่า ที่ดินตำบลห้วยจรเข้ เหมาะสมที่จะตั้ง โรงเรียนนายร้อยตำรวจ มากกว่าที่ดินที่ดอนเมือง จึวได้กราบบังคมทูล ขอรับพระราชทานที่ใหม่นี้ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ได้มีพระบรม ราชานุญาตให้เปลี่ยนได้

          ดังนั้น การจัดตั้งโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ที่เป็นการถาวร ก็ได้เริ่มลงมือ ทำการแผ้วถาง และลงมือทำการก่อสร้าง เป็นลำดับ มาเสร็จเรียบร้อย สามารถใช้เป็น สถานที่เล่าเรียนได้ ตั้งแต่ วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน๒๔๗๗ (ร.ศ.๑๒๓)

          โรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธร ห้วยจรเข้ นครปฐม ได้เริ่มกระทำพิธี เปิดรับสมัครนักเรียน และทำการสอน ตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๔๗๗ เป็นต้นมา โดยมี พ.ต.หลวงไกรกลางณรงค์ เป็นผู้บังคับการ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ นครปฐม เป็นคนแรก  การคัดเลือกบุคคล ผู้ที่จะเป็น นักเรียนนายร้อยตำรวจ ต้องเป็นผู้ผ่าน การศึกษาอยู่ในเกณฑ์สูง ในสมัยนั้น คือ จบชั้นประโยค ประถม คือจบประโยค มัธยมศึกษาตอนต้น (ม.๓) มีความประพฤติดี ผ่านการตรวจจ ของแพทย์ รับรองว่า ปราศจากโรคร้ายแรง หรือโรคอันน่ารังเกียจ ร่างกายแข็งแรง เมื่อสมัครกันมากก็มี การสอบคัดเลือก  วิชาที่สอบ ก็เป็นวิชาสามัญ บางสมัยก็ไม่มีการสอบ ทั้งนี้แล้วแต่ ความเหมาะสม เป็นคราว ๆ ไป  เป็นหน้าที่ของ ผู้บังคับการโรงเรียน เป็นผู้พิจารณาชี้ขาด อีกครั้งหนึ่ง เมื่อชี้ขาดแล้ว ผู้นั้นก็มีสิทธ ิเข้าเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ เข้าศึกษาต่อไป

          ปีการศึกษา แบ่งออกเป็น ๒ ชั้น เวลาเรียนชั้นละ ๑ ปี รวมเวลาเรียน ๒ ปี การสอบ ประจำปีการศึกษา ปีหนึ่งแบ่งออกเป็น ๒ ภาค เรียกว่า ภาคที่ ๑ และภาคที่ ๒ ปีการศึกษาหนึ่ง มีการสอบ ๒ ครั้ง สอบภาคกลางปี และภาคปลายปีการศึกษา การสอบไล่แต่ละครั้ง มีการตั้ง กรรมการสอบ ทุกคราว  การสอบถือปฏิบัติ ตามระเบียบวินัย อย่างเคร่งครัด การสอบแต่ละครั้ง ถือคะแนน เป็นภาควิชา  ภาคหนึ่งต้องสอบได้ ไม่ต่ำกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ และต้องสอบได้ คะแนนรวมทั้งหมด ไม่ต่ำกว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ จึงจะถือว่า สอบไล่ได้ การสอบภาค ๒ เอาคะแนนภาค ๑ มารวมด้วย ถ้าได้คะแนน ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว จึงถือว่าสอบไล่ได้ ขึ้นไปเรียนชั้นสูงขึ้น ตามลำดับ ถ้าอยู่ชั้นปีที่ ๓ ก็ออกไป รับราชการเป็น "นักเรียนนายร้อยตำรวจ" ออกปฏิบัติราชการ ต่อไป ก็มีโอกาส ได้รับการพิจารณา เลื่อนขึ้นเป็น นายร้อยตำรวจสัญญาบัตร รับราชการต่อไป